ประเพณีข้าวห่อกะเหรี่ยง

1281065212

ประเพณีกินข้าวห่อของชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นอีกหนึ่งชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยประเพณีนี้ จะเริ่มในเดือนเก้า (ประมาณสิงหาคม) ชาวกะเหรี่ยง เรียกเดือนนี้ว่า “หล่าค่อก” ประเพณีนี้เริ่มขึ้นหลังจากที่ชาวกะเหรี่ยงเสร็จจากการเพาะปลูกแล้วแต่ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงต่อเดือนเก้า “หล่าค่อก” นั้นมีความเชื่อว่าเดือนนี้ไม่ดี

1

เพราะบรรดาวิญญาณชั่วของภูติผีปีศาจจะออกหากินอย่างมากมาย และสิ่งที่วิญญาณชั่วจะกินคือ “ขวัญ” ของชาวกะเหรี่ยงที่เร่ร่อนไปมาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และเมื่อขวัญของชาวกะเหรี่ยงถูกวิญญาณชั่วจับไป เจ้าของขวัญจะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย และอาจถึงแก่ชีวิตได้ เพราะชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาจะต้องมีขวัญ ขวัญคือ ผู้ที่จะทำให้เจ้าของสุขสบายหรือเจ็บป่วยก็ได้

42_resize

เด็กที่เกิดในเดือนนี้จะต้องผูกแขนและข้อเท้าด้วยด้ายสีแดง การกินข้าวห่อเริ่มต้นในวันแรกโดยตอนเย็นของวันที่จะกินข้าวห่อหนึ่งวัน ในตอนค่ำวันนั้นจะมีการยิงปืนหรือจุดปะทัดกันทั้งหมู่บ้าน สาเหตุที่มีการยิงปืนก็เพราะว่าจะให้ขวัญของแต่ละคนที่อยู่ไกล ๆ ได้ยินเพื่อที่จะได้เดินทางกลับบ้านของตนเอง ซึ่งในวันนี้ข้าวห่อคือ

e0b887e0b8b2e0b899e0b89be0b8a3e0b8b0e0b980e0b89ee0b893e0b8b5e0b882e0b989e0b8b2e0b8a7e0b8abe0b988e0b8ade0b881e0b8a3e0b8b0e0b980e0b8ab

ข้าวเหนียวที่ห่อเป็นรูปทรงกรวยด้วยใบตองได้ถูกต้มจนสุกเรียบร้อยแล้ว สมาชิกทุกคนของครอบครัวกะเหรี่ยงจะอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านของตนเอง และในคืนวันนี้ประตูหน้าต่างทุกบานของบ้านจะเปิดไว้เพื่อให้ขวัญที่เดินทางกลับบ้านสามารถเข้ามาภายในบ้านของตนเองได้ และที่หิ้งตรงเหนือที่นอนของชาวกะเหรี่ยงจะมีสำรับที่จัดเตรียมไว้ สำหรับขวัญของตนเอง สำรับนั้นคือ กระด้ง ซึ่งมีข้าวห่อที่ต้มสุกแล้วมะพร้าวขูดเคี่ยวกับน้ำตาลหรือน้ำอ้อยเป็นส่วนที่ใช้จิ้มรับประทานกับข้าวห่อ นอกจากนั้นมีกล้วย อ้อย ดอกดาวเรือง และของใช้ คือ กำไลเงิน สายสร้อยเงิน ของชาวกะเหรี่ยง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกเตรียมไว้สำหรับขวัญที่จะเดินทางมากินและใช้สอย อีกอย่างหนึ่งคือด้ายสีแดงสำหรับผูกข้อมือ ตลอดทั้งคืนชาวกะเหรี่ยงจะไม่หลับนอน เพื่อรอรับขวัญที่จะเดินทางกลับมา

1283998118

ก่อนรุ่งอรุณของวันใหม่ ชาวกะเหรี่ยงจะยิงปืนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเรียกขวัญที่อยู่ไกล ๆ ที่ยังเดินทางกลับมาเมื่อคืนยังไม่ถึงบ้าน จึงเรียกอีกครั้ง จากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ประจำบ้านจะนำสมาชิกในบ้านมาทำพิธีเรียกขวัญบริเวณระเบียงบ้านตรงหน้าบันได โดยมีอุปกรณ์ประกอบคือตะกร้าข้าวห่อซึ่งข้างในจะบรรจุ พวงข้าวห่อและข้าวห่อ กล้วย อ้อย ยอดดอกไม้(ยอดดอกดาวเรือง) ด้ายสีแดง กำไลเงิน สร้อยเงิน การเชิญขวัญหรือเรียกขวัญจะใช้ไม้คนข้าว เคาะตรงบันไดบ้านพร้อมกับการเรียกขวัญ หลังจากนั้นจะใช้ด้ายสีแดงผูกข้อมือเรียกขวัญให้กับสมาชิกภายในบ้านทุกคน โดยให้ผู้อาวุโสของบ้านเป็นผู้เรียกขวัญให้ เรียก “สู่ขวัญ” ให้กับสมาชิกในบ้าน โดยจะนำเอากล้วยส่วนหนึ่ง ข้าวห่อ ยอดดอกไม้ อ้อย ซึ่งอยู่ในตะกร้าหรือกระบุงที่ใช้ทำพิธี มาประกอบการเรียกขวัญแก่สมาชิกทุกคน โดยผู้ถูกเรียกขวัญจะแบสองข้างชิดติดกันยื่นไปข้างหน้าให้ผู้เรียกขวัญทำพิธีเชิญขวัญ หรือสู่ขวัญ คำเชิญขวัญ เป็นภาษากะเหรี่ยง จะขึ้นต้นด้วยคำว่า “ปรู้หล่าเก้ท่าย ๆ “ แปลว่า ขวัญเอ๋ยขวัญมา คำเรียกขวัญอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า
“ขวัญเอ๋ยขวัญอยู่ในดงมา อยู่ในป่ามา อยู่กับผีมา อยู่กับสางมา ขวัญจงอย่าไปอยู่กับผีกับสาง ไม่ใช่เพื่อนไม่ใช่พวกไม่ใช่ฝูงเรา ขวัญอยู่ในดงมา อยู่ในห้วยมา อยู่ในหนองมา อยู่ในทุ่งนามามาอยู่กับพ่อกับแม่ มาอยู่กับลูกกับเมีย(กับผัว) มาผูกแขนมากินข้าวห่อ อย่าได้ไปเที่ยว จนไกล……..”(ธิดา สาระยา.2533.123) แล้วผูกข้อมือด้วยด้ายสีแดงทั้งซ้ายและขวา ของที่ใช้เรียกขวัญเฉพาะตัวของสมาชิกภายในบ้านจะต้องเก็บรักษาเอาไว้ที่หัวนอนของแต่ละคน ด้ายสีแดงนั้นหากเก็บรักษาไว้ได้ตลอดปีจนกว่าจะถึงเทศกาลในปีต่อไปจะถือว่าเป็นสิ่งที่ดี หลังจากนั้นจะกินข้าวห่อร่วมกัน แต่ก่อนชาวกะเหรี่ยงจะปลูกปะรำพิธีที่ใช้กินข้าวห่อที่กลางหมู่บ้านทุกคนจะมากินข้าวห่อพร้อมกัน ผู้ใหญ่ก็จะผูกข้อมือหลานด้วยด้ายแดง ชายหนุ่มหญิงสาวก็จะป้อนข้าวห่อให้แก่กันและกัน มีการละเล่นดนตรี ร้องเพลงเกี้ยวพาราสีเป็นที่สนุกสนาน เสร็จแล้วแต่ละครอบครัวก็จะออกไปเยี่ยมเยือนร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวอื่นที่คอยเตรียมต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีชาวกะเหรี่ยงจากบ้านอื่นไกล ๆ ในเขตจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ มาร่วมกินข้าวห่อด้วย การกินข้าวห่อของแต่ละหมู่บ้านจะจัดไม่ตรงกัน เพื่อจะได้มีการแลกเปลี่ยนกันไป กินข้าวของกันและกัน เป็นการผลัดเปลี่ยนกันไปเยี่ยมเยือน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ประเพณีที่ดิฉันนำมาแนะนำวันนี้นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการอันดีงามของชาวกระเหรี่ยงแล้วยังทำให้เห็นถึงความสามารถของชาวกระเหรี่ยงที่กินข้าวห่อร่วมกัน นอกจากนี้ยังถือเป็นการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างเครือญาติหรือครอบครัว   และสามารถสืบสานวัฒนธรรมกันดีของตนสืบต่อไป

Advertisements
โพสท์ใน จังหวัดเพชรบุรี, ภาคตะวันตก | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

ประเพณีสรงน้ำเจ้าพ่อพระปรง

งานประเพณีแห่เจ้าพ่อพระปรง

วันนี้จะมาแนะนำประเพณีที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทย 3 จังหวัดภาคตะวันออกที่ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในประเพณีสรงน้ำเจ้าพ่อพระปรง

ปราจีนบุรีแห่เจ้าพ่อพระปรง0005

เจ้าพ่อพระปรงเป็นศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนในจังหวัดสระแก้วและจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือ สักการะกราบไหว้บูชามีศาลเป็นที่สิงสถิต ตั้งอยู่ริมถนนสุวรรณศร (หมายเลข ๓๓) สุดเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่อกับเขตจังหวัดสระแก้ว และริมแควพระปรง ซึ่งเป็นลำน้ำกั้นเขตแดนของสองจังหวัด ในแต่ละวันประชาชนที่ผ่านสัญจรไปมาจะแวะสักการะกราบไหว้ บนบาน ขอความคุ้มครองจากเจ้าพ่อเป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี หากไม่แวะสักการะกราบไหว้ก็จะบีบแตรยานพาหนะเป็นการคารวะเกือบทุกคัน หากไม่ปฏิบัติเช่นนั้นเชื่อว่าการเดินต่อไปข้างหน้ามักประสบอุบัติเหตุ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

n20130417171210_26792

พิธีกรรม

วันที่ ๑๕ เมษายน ภาคเช้า อัญเชิญองค์เจ้าพ่อพระปรงลงประทับแท่นต่ำ เพื่อให้เหมาะแก่การปิดทองและสรงน้ำ ภาคค่ำหลังจากพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์แล้วก็จะมีมหรสพสมโภช วันที่ ๑๖-๑๗-๑๘ เมษายน ภาคกลางคืนมีมหรสพสมโภชทุกคืน วันที่ ๑๙ เมษายน อันเป็นวันแห่เริ่มออกจากที่ตั้ง

ปราจีนบุรีแห่เจ้าพ่อพระปรง0001

ศาลไปตามถนนสุวรรณศร เข้าเขตจังหวัดสระแก้วผ่านชุมชนบ้านแก้ง ชุมชนศาลาลำดวน ศูนย์การค้าเมืองแก้ว ตลาดสระแก้ว ศูนย์การค้าสระแก้วเมืองทอง ถึงสามแยกสายจันทบุรีแล้ววกกลับตามเส้นทางเดิน กลับที่ตั้งศาลจะถึงเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น.

prapayneethai211

นอกจากจะเป็นประเพณีที่อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้วยังเป็นประเพณีที่ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคีระหว่างประชาชน ทำให้ประชาชนรู้จักเสียสละบริจาคทรัพย์สิ่งของให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอีกด้วย

 

 

โพสท์ใน จังหวัดสระแก้ว, ภาคตะวันออก | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

แล้อุปั๊ดตะก่า ณ แม่สอด

 

06986

แม่สอด อำเภอเล็กๆ ของ จ.ตาก เป็นเมืองชายแดน อยู่ในที่ราบระหว่างภูเขา ส่วนหนึ่งเป็นเทือกเขาในฝั่งประเทศไทย อีกส่วนหนึ่งเป็นเทือกเขาฝั่งสหภาพพม่า ประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสายไทยใหญ่จากรัฐฉาน ดังจะเห็นได้จากธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวไทยใหญ่และแห่งเดียวของ 5 อำเภอซีกตะวันตกใน จ.ตาก จะมีการจัดประเพณีแห่ “แล้อุปั๊ดตะก่า” หรือ “แห่ข้าวพระพุทธ” (แล้อุปั๊ดตะก่า ภาษาไทยใหญ่หมายถึง คณะอุบาสกแห่รับข้าวพระพุทธ) เป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวไทยใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก

147_1

การแห่เป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ คนที่เข้าร่วมในขบวนจะต้องเป็นชายที่นุ่งขาวเท่านั้น ห้ามมิให้หญิงเข้าร่วม แต่ก็สามารถเดินร่วมชมตามหลังขบวนได้ การแห่จะเป็นไปอย่างเรียบง่ายตามแบบฉบับที่เคยสืบทอดกันมาแต่ครั้งก่อน

4_aadd1e969b76e9c1afe83856f594abb5

 

28556

สำหรับของที่รับมาจะนำขึ้นถวายแด่พระพุทธ ซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถ วิหารและพระประธานบนกุฏิสงฆ์ แล้วนำข้าวของมาแยกออกให้เป็นประเภทเดียวกัน เพื่อใช้ตามกิจของวัดในตลอดเทศกาลเข้าพรรษา ซึ่งการแห่รับข้าวพระพุทธนี้จะมีทุกวันโกนตลอดเทศกาลพรรษา 3 เดือน มี 13 ครั้ง แต่ระหว่างช่วงกลางพรรษา ในวันเพ็ญเดือน 10 จะเป็นพิธีถวายข้าวพระพุทธครั้งใหญ่ประจำปี (ภาษาไทยใหญ่เรียกว่า ต่างซอมต่อหลวง)

 

Anotherside1bloggang4-4

ปาน มนติ๊บ ผู้เฒ่าที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของแม่สอด กล่าวว่า “ทุกหลังคาเรือนจะมีหิ้งตั้งพระพุทธรูปพร้อมแจกันดอกไม้สด เช้าช่วงเข้าพรรษา ทุกๆ วัน จะต้องถวายข้าวพระพุทธก่อนโดยถือว่าเป็นกิจวัตรประจำวัน และเช่นเดียวกันกับวัดประจำหมู่บ้าน พระภิกษุสามเณรก็จะถวายข้าวพระพุทธก่อนที่ตนจะฉันภัตตาหาร สำหรับบ้านที่อุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรและวัด มีอาชีพทำการเกษตร เมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิตก็จะเก็บส่วนหนึ่งของตนเองถวายให้แก่วัดไม่เคยขาด จึงกลายเป็นความศรัทธาที่ยึดมั่นทำกันมาตลอด” ด้วยศรัทธาและความเชื่อก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบสานจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ประเพณีถวายข้าวพระพุทธ “แล้อุปั๊ดตะก่า” กลายเป็นเอกลักษณ์อันงดงามของชาวไทยใหญ่แห่งเมืองแม่สอด ที่เดียวในประเทศไทย

11_98031a00dbf724d214bbfca8c96f36c1

พิธีกรรม

ทางวัดได้จัดให้คณะอุบาสกที่จะหาบหาม ต้องไปวัดในวันโกนก่อนที่จะนุ่งขาวห่มขาวแล้วรับศีล ๕ ก่อนออกเดินแห่ขบวน โดยจัดรูปขบวนเดินมีฆ้อง ระฆัง นำหน้า ตามด้วยพระพุทธรูปที่อัญเชิญใส่พานมา ขบวนหาบจะมีทั้งโตกไม้ จานสำหรับใส่อาหาร ขนม ตะกร้าสำหรับใส่ผลไม้ ออกเดินทางตามเส้นทางที่กำหนด สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคเงินก็จะใส่ลงในขันหรือพานพระพุทธรูป จากนั้นจะพักรับประทานอาหารว่างและถ่ายข้าวของ โดยแยกออกเป็น ๒ ประเภท คือ จตุปัจจัยที่เป็นเงิน และจตุปัจจัยที่เป็นอาหารแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน

 

โพสท์ใน จังหวัดตาก, ภาคเหนือ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

แฮนโก่จ่า หรือ แฮนซอนโกจ่า

prapayneethai635

แฮนโกจ่า เป็นชื่อประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคนที่ล่วงลับไปแล้วของชาวภาคเหนือ หรือการทำบุญเป็นครั้งที่ 2 (การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตายครั้งแรกในวันฌาปนกิจศพ หรือหลังจากนั้น 7 วัน เรียกว่า “แฮนซอมใจ๋ขาด”) ในระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ของปีที่ตาย หากตายระหว่างเดือนสิบเอ็ดจะต้องเลื่อนการแฮนซอมโก่จาออกไปอีก 1 ปี คือเลื่อนไปทำบุญในปีต่อไป เมื่อมีการแฮนซอมโก่จาแล้ว ถือได้ว่าได้อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ตายครบถ้วนตามประเพณีเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปก็จะไม่มีการทำบุญใดๆอีก ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นที่จะอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายในวาระครบรอบ 100 วันครั้งเดียวเท่านั้น

03

ในประเพณีการแฮนซอมโก่จาสิ่งที่ขาดเสียมิได้คือ การถวายหนังสือที่เรียกว่า “ลีกซุตต๊ะ” (ลีกซุตต๊ะคือหนังสือธรรมของชาวไทใหญ่เนื้อหาของหนังสือจะเป็นเหมือนนิทานเรื่องเล่า) ในลีกซุตต๊ะจะมีเรื่อง นางวัวแกง การแพร่กรรม มอนธรรม ซึ่งจะใช้อ่านในงานศพหรืองานแฮนซอมโก่จาแล้วนำไปถวายวัด นอกจากนั้น การถวายธง(ตุง)ให้แก่ผู้ตายหรือเรียกว่า “ตุงตำข่อน” มาจากความเชื่อว่า ตุงนี้จะมีอานิสงค์ช่วยให้ผู้ตายรอดพ้นจากการไปเกิดเป็นเปรต หรือการตายตกนรกได้ การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นความเชื่อของชาวไทใหญ่(คนไต)ที่จะจัดขึ้นในเดือน11 ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาช้านาน เมื่อญาติพี่น้องเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากผ่านไปประมาณ 1 ปี ก็จะเริ่มมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เพราะเชื่อกันว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับสาวนบุญส่วนกุศลที่ญาติพี่น้องนำไปให้และถ้าไปตกอยู่ ณ จุดใดในยมโลกก็จะกลับมารับเอาบุญกุศลนี้ไปใช้ในอีกภพหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็จะเป็นความสบายใจของญาติพี่น้องเอง

โพสท์ใน จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ภาคเหนือ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

ประเพณีเดินเต่า

 

 

41-550x337

วันนี้จะพามาแนะนำประเพณีที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างหนึ่งของชาวไทยภาคใต้ และเป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของคนกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก นั่นก็คือประเพณีเดินเต่า เต่าทะเลตัวหนึ่งเมื่อถึงฤดูวางไข่แล้วพวกมันก็จะขึ้นบกมาเพื่อวางไข่ และการวางไข่ของพวกมันในแต่ละครั้้ง เมื่อวางไข่ไว้ที่ใดที่หนึ่งแล้วครั้งต่อไปพวกมันก็จะขึ้นมาวางไว้ที่เดิม แต่จะห่างจากเดิมประมาณ ๑๐ – ๒๐ เซนติเมตร ในแต่ละปีเต่าทะเลแต่ละชนิดจะขึ้นมาวางไข่ ๔ ครั้ง ประมาณ เดือน ๑๑ แรม ๑ ค่ำ ราวปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือน ๔ ราว ๆ ต้นเดือนกุมภาพันธ์

 

01

ด้วยลักษณะพิเศษของเต่านี้ทำให้ชาวบ้านอาศัยลักษณะพิเศษของเต่านั้นเก็บไข่เต่าไปกินส่วนเวลาไหนนั้นชาวบ้านจะคำนวณโดยการนับน้ำว่าวันที่ครบกำหนดวางไข่นั้นเป็นวันข้างขึ้นหรือแรมกี่ค่ำ ก็พอรู้ได้ว่าเวลาเท่าไรที่น้ำขึ้นครึ่งฝั่งน้ำลงครึ่งฝั่ง ซึ่งเป็นเวลาที่เต่าขึ้นวางไข่ จากนั้นก็สามารถเอาตะกร้าไปรอรับไข่เต่าได้ถูกต้องโดยไม่ต้องเดินไปเดินมาและไม่ต้องเสียเวลาหาหลุมไข่เต่าในตอนหลัง เช่นครั้งที่ ๑ ขึ้นมาวางไข่ในแรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ครั้งต่อไปก็จะขึ้นวางอีกในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (หลังจากครั้งก่อน ๗ วัน) หรืออาจไม่ขึ้นมาวางไข่ในวันดังกล่าวนี้ ก็จะขึ้นมาวางไข่ในวันขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๑๒ (หลังจากครั้งก่อน ๑๔ วัน) จากปากคำของชาวบ้านที่เคยได้สัมปทานไข่เต่าหรือเรียกกันในภาษาเดิมว่า “ผูกเต่า” บอกว่าใช้วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องเดินให้เมื่อยเลย อาจจนอนอยู่ที่บ้านแล้วพอถึงเวลาที่คำนวณไว้ก็ค่อยเดินไปนั่งรอที่จุดนั้น ๆได้ และมักจะถูกต้องเสมอทุกคราวไป

4-3

แต่ในปัจจุบันนี้ ประเพณีการเดินเต่าไม่มีแล้ว เพราะว่าประชาชนในท้องถิ่นได้ร่วมมือกันอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ เต่าทะเล เป็นต้น ถ้าบุคคลใดฝ่าฝืนใน ถือเป็นการทำผิดกฎหมายถูกดำเนินคดีทางกฎหมายได้

10-10-01-13

พิธีกรรม

ประเพณีการเดินเต่าจะทำกันในตอนกลางคืน ซึ่งเริ่มตั้งแต่พลบค่ำจนสว่าง สำหรับคนรุ่นใหม่ ๆ นั้นหากไม่ค่อยมีความรู้ ก็อาจเดินหาตามความยาวของหาดทราย ระยะทางหลายกิโลเมตร โดยไม่เจอไข่เต่า แม้แต่หลุมเดียว (หลุมรัง) ก็เป็นได้ แต่สำหรับคนรุ่นก่อน ๆ นั้นมีเคล็ดในการหาไข่เต่าหลายอย่าง อย่างแรก คือเวลาที่เต่าจะขึ้นมาวางไข่ เต่าจะขึ้นมาวางไข่เมื่อไหร่นั้นให้ดูได้คือ
๑. ให้ดูดาวเต่า ดาวเต่านี้จะประกอบด้วยดาวหลายดวงซึ่งคนที่ชำนาญจะมองเห็นเป็นรูปเต่า ตำแหน่งที่ดาวเต่าเริ่มหันหัวลงทางทิศตะวันตก คือดาวเต่าเริ่มคล้อยลง (คล้าย ๆ กับดวงอาทิตย์ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นไป) เมื่อดาวเต่าหันหัวลงทะเลก็เป็นเวลาที่เดินเต่าได้ คนโบราณเชื่อว่าเต่าจะขึ้นมาวางไข่เวลานี้
๒. ให้ดูน้ำ หมายถึงน้ำทะเลขึ้นลงนั่นเอง หากว่าน้ำขึ้นครึ่งฝั่ง หรือน้ำลงครึ่งฝั่ง ก็เป็นเวลาที่เต่าทะเลจะขึ้นมาวางไข่ ไม่ปรากฏว่าเต่าทะเลขึ้นมาขณะน้ำลดน้ำขึ้นมา
ดังนั้น เต่าทะเลก็มีกำหนดเวลาขึ้นวางไข่ในเวลาที่ไม่ซ้ำกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นวันข้างขึ้นหรือข้างแรม กี่ค่ำที่ทำให้น้ำขึ้นลงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

630

โพสท์ใน จังหวัดพังงา, ภาคใต้ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น